[FIC] First’ n Flirt Chap.II

posted on 14 Nov 2009 12:47 by wachiuu  in FIC

 

Title : First’ n Flirt
Author : Aummiiz / wachiuu
Couple : YOOSU , YUNJAE Ft.Min
Rate : ติดลบ nc (--?)
Note :
เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่สมมติขึ้นมา ผู้แต่งไม่ได้มีเจตนาจะนำความเสียหายแก่ศิลปินแต่อย่างใด

Attention : อนึ่ง ภาษาเรื่องนี้หลุดลอดจากกองเซ็นเซอร์เพราะติดสินบน กรุณาทำใจแล้วยอมรับภาษาพ่อขุนซึ่งเป็นพื้นฐานของตัวละคร

 

    [FIC] First’ n Flirt Chap.II

   

.

.

.

 “ ชางมินอา.. รู้มั้ยว่าวันนี้วันอะไร ~” เสียงคำถามลอย ๆ ตามด้วยอาการม้วนตัวมาหงายหน้ามองอีกฝ่ายช่างเป็นท่าทางที่น่ารักเหลือเกินในสายตา แต่คนถูกเรียกกลับทำเพียงละสายตาขึ้นมองพร้อมขมวดคิ้วใส่

             ...สาบานว่าชิมชางมินไม่ได้ระแวง.. แต่ท่าทางแบบนี้นี่มันล่อลวงให้กรูไปเสียเงินชัด ๆ !

             “ ตอบสิ ๆ ๆ ๆ วันนี้วันอะไร” จุนซูยังไม่เลิกถาม มือขาว ๆ เอื้อมขึ้นจับหูของชางมินแล้วออกแรงดึงจนร่างสูงทนไม่ไหวถึงได้ตอบส่ง ๆ

             “ วันอังคาร”

             “ ปิ๊งป่อง ! วันอังคารที่เหมาะสำหรับการกินไอซ์ทีเย็น ๆ คู่กับเค้กเลมอนล่ะน๊า ~ รีบ ๆ เก็บของเร็วเดี๋ยวขนมจะหมดก่อน” ไม่ว่าเปล่าเจ้าตัวยังถือวิสาสะจัดการเก็บหนังสือที่วางระเกะระกะบนโต๊ะยัดใส่กระเป๋าทันที ก่อนจะลุกขึ้นแล้วฉุดร่างสูงของอีกคนให้ลุกขึ้นตาม

             “ ไปไหนเนี่ยจุนซู ?”

             “ ไปหาเค้กเลมอน.. อ้า ! โรคกระเพาะฉันจะกำเริบแล้ว” เสียงใสพูดไปยิ้มไปไม่ผิดกับเด็กน้อยเวลาตื่นเต้นกับการได้พบกับของขวัญในกล่องใบใหญ่ ผิดกับคนถูกลากกลับทำสีหน้าปุเลี่ยนอยู่ทางด้านหลังพร้อมกับบ่นในใจไปตลอดทาง


             กระเพาะกำเริบเรอะ ? .. กระเพาะควายกำเริบมากกว่ามั้ง ?!

             ..ให้ตายสิ.. บอกแล้วลางเสียเงินมันลอยมา..



             .

             .

             .



             “ โอ๊ยนี่ไอ้ปาร์ค.. เมื่อไหร่แกจะสั่งได้วะเนี่ย ?” คำถามอย่างหัวเสียสุด ๆ จากแจจุงดังขึ้นระหว่างที่คนสองคนซึ่งในที่นี้คือคิมแจจุงกับปาร์คยูชอนได้เดินมาเจอะเข้ากับร้านเบเกอรี่สีส้มอมชมพู แถมยังมีสัญลักษณ์เป็นรูปโลลิป็อบหลากสีอีกด้วย

             คนถูกถามขมวดคิ้วมุ่นไม่ยอมตอบขณะดวงตากำลังไล่สำรวจขนมแต่ละชิ้น ไม่ใช่ว่าราคามันแพงเกินไป หากแต่เป็นลักษณะที่เลือกกินไม่ถูกซะมากกว่า

             ... ก็คนมันไม่เคยเข้าร้านแบบนี้ ไม่สั่งข้าวเหนียวจิ้มแจ่วมาก็บุญแล้วครับ !

             “ สั่งอะไรก็สั่งไปเหอะน่า” แจจุงเร่งพลางนั่งหักข้อมือไป “ กินไปมันก็เหมือน ๆ กัน หึ.. ไม่รู้รสชาติจะเหมือนสาวน้อยเฟรชชี่คณะศิลปะรึเปล่าหรอก !” ไม่วายมีการพูดกระทบกระทั่งใส่บุคคลที่สามซึ่งไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าพูดถึงหนึ่งในสามใบเถาที่เหลือแหง ๆ

             ยูชอนลอบถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ เมื่อพบว่าคุณรูมเมทที่เคารพเริ่มออกอาการลมบ้า(หึง)หมีกำเริบ ไม่ใช่เรื่องยากซักนิดถ้าจะเดาว่าวัน ๆ หนึ่งแจจุงอารมณ์เสียเรื่องอะไรก็คงไม่พ้นเรื่องชองยุนโฮกับสาวน้อยเจ้า ปัญหาหรือไม่ก็พวกเดี่ยวโชว์ชองยุนโฮปะทะคิมแจจุง อย่างเช่นวันนี้ยูชอนรู้มาว่าเมื่อวานยุนโฮที่อยู่ห้องข้าง ๆ ดันกลับห้องซะดึกดื่นโดยไม่บอกล่วงหน้า ปล่อยให้แจจุงนอนแกร่วรอไปเล่นเกมส์จนหลับไป

             จนกระทั่งเมื่อเช้านี่แหละ ยูชอนสะดุ้งตื่นด้วยเสียงโครมครามจากการปิดประตูห้องจนเขามานึกตกใจทีหลังว่าถ้ามันพังไปนี่เสียค่าซ่อมบานแหง แต่ในตอนนั้นสิ่งที่เขาประหลาดใจมากกว่าคือสีหน้าของรูมเมทที่ดูยังไง ๆ มันก็ฆ่าคนได้ทันทีแบบไม่รู้สึกผิดแน่ ๆ !

             แล้วอารมณ์นั่นมันก็ค้างเติ่งเป็นนมค้างปีจนกระทั่งมาเจอยุนโฮเมื่อเช้านี้ หลังจากที่เอาคำว่า ‘เสือก’ มาฟาดใส่หน้า แจจุงก็เลยเล่าให้ฟังว่าเมื่อเช้าเดินไปปลุกหมอนั่นที่ห้อง แต่ดันเจอมันยืนอี๋อ๋อกับสาวน้อยจอมฉอเลาะ( ตามที่แจจุงเล่ามา ) ทำเอาคนอารมณ์ดีเปลี่ยนโหมดเป็นฆาตกรในช่วงเวลาหนึ่งส่วนสิบวินาที


             คิดว่าเขาควรจะบอกแจจุงมั้ยว่าแบบนั้นน่ะมันหึงชัด ๆ ? คำตอบคือ.. ไม่

             ขืนบอกคอผมก็ถูกปากกาเจาะรั่วสิครับคุณ !

             ก็อย่างที่ว่า... มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอากระดูกมาแขวนคอนี่นะ


             “ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีคะ” คำถามอย่างมีมารยาทกว่ามากนักจากบริกรสาวทำให้คนที่กำลังจดจ่อกับการเลือกเมนูเงยหน้าไปส่งยิ้มเป็นเชิงขอโทษ แหงล่ะเธอก็ส่งยิ้มคืนเช่นกันทั้งที่ในใจอยากจะเอาถาดอาหารฟาดใส่หน้าหล่อ ๆ นี่ให้หน้ามันแบนติดเป็นระนาบเดียวกันซะเดี๋ยวนั้น !

             “ รำคาญว่ะเฮ้ย.. รีบสั่งซะที !!” แจจุงตะคอกซะจนโต๊ะด้านข้างเหล่มองทำให้คนโดนสั่งปิดเมนูแล้วเอ่ยสั่งเมนูสุดจะเบสิคในความรู้สึก

             “ เอ่อ... เอาเค้กช็อกโก...”



             “ เอาเค้กเลมอนสองชิ้น ไอซ์ทีแก้วนึง น้ำแตงโมปั่นแล้วก็คัพเค้ก ชางมินรีบสั่งเร็ว ๆ สิ” เสียงสั่งรายการอาหารของลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาในร้านเอ่ยตัดคำพูดของชายหนุ่มให้หยุดชะงัก ยิ่งเมื่อมองเห็นคนสั่งตัวเป็น ๆ นั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ ๆ แถมยังหันหน้ามาทางเขาก็ยิ่งทำเอาพูดไม่ออก

             “ อ้าว.. ที่สั่งเมื่อกี้ไม่ได้เผื่อฉันเหรอ ?” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ตามมาเอ่ยถามตามด้วยการทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับคนเมื่อครู่

             “ ฉันบอกเหรอว่าจะสั่งเผื่อ ?” คำตอบเป็นคำถามส่งกลับไป ถึงแม้ยูชอนจะไม่เห็นหน้าของคนต้นคำถามก็เถอะ แต่เดาไม่อยากหมอนั่นต้องอยากยกเก้าอี้ที่นั่งอยู่ปาใส่แหง ๆ

             แต่ถ้าเป็นปาร์คยูชอนคงทำอย่างนั้นไม่ลง.. สาเหตุหลักคือคน ๆ นั้นดันเป็นคิมจุนซูไงล่ะ !!

             ใบหน้าสดใสในความทรงจำของยูชอนยังคงให้ความรู้สึกอย่างเดิม แต่เปลี่ยนตรงที่ว่าวันนี้เขาได้มองหน้าของฝ่ายนั้นในมุมมองที่สว่างมากขึ้น มองเห็นว่าวันนี้คิมจุนซูใช้กระเป๋าแบบไหน คุยกับคนอื่นด้วยเสียงแบบไหน แล้วก็ยิ้มให้คนอื่นแบบไหน

             คำตอบของข้อที่ถามว่ายิ้มให้คนอื่นแบบไหนไม่พ้นว่าก็แบบธรรมดาอย่างที่จุนซูชอบยิ้มนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงได้กระชากใจปาร์คยูชอนขนาดนี้ล่ะครับ ?!

             “ รับเป็นเค้กช็อกโกแล็ตนะคะ กรุณารอซักครู่!” ไม่รู้ว่ายูชอนหูฝาดรึเปล่าถึงได้ยินว่าปลายเสียงของบริกรฟังห้วน ๆ พิกล แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเพราะตามัวแต่จ้องคนโต๊ะใกล้ ๆ น่ะสิ

             ซักพักพื้นโต๊ะของจุนซูถูกจานกระเบื้องใบเล็กวางจนดูเหมือนจะมีคนมาอีก แต่หลังจากที่ปาร์คยูชอนนั่งสังเกตมาดูเหมือนว่าขนมบนจานพวกนั้นจะถูกช้อนของจุนซูตักไปจนมันค่อย ๆ หายไปในเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีตามด้วยสีหน้ามีความสุขสุด ๆ ของจุนซูที่ยิ้มซะกว้างพร้อมกับเอามือลูบพุงตัวเองไปด้วย

             ...มองไม่ผิดหรอก.. พุงจริง ๆ

             เสียงหัวเราะคิกคักของจุนซูระหว่างเจ้าตัวกำลังส่งเสียงเร่งให้คนที่ชื่อชางมินกระดกน้ำแตงโมปั่นครึ่งแก้วให้หมดตามด้วยการสั่งให้หนุ่มคนเดิมลุกไปจ่ายเงิน ก่อนจุนซูจะเก็บของบนโต๊ะแล้วลุกตามออกไป ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของยูชอนซึ่งแจจุงให้นิยามในตอนนี้ว่าเหมือน ‘หมามองเครื่องบิน’ มาก ๆ

             จนกระทั่งลูกค้าเป้าสายตาของยูชอนหายไปนั่นแหละ ชายหนุ่มถึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเบือนสายตากลับมายังโต๊ะตัวเองก็พบกับดวงตากลมโตของแจจุงที่จ้องอยู่ก่อนแล้ว

             “ มองตาละห้อยเลยนะเมิงอ่ะ ไม่รู้จะสงสารรึว่าสมเพชดีว่ะ” แจจุงเอ่ยด้วยสีหน้าเอนเอียงไปทางคำหลังมากกว่า แต่มันก็ทำให้คนฟังถอนหายใจมองตามแผ่นหลังของคิมจุนซูที่หายไปหลังประตูหน้าร้านตาละห้อย

             “ ทำไมไม่เข้าไปคุยเล้ย.. เมิงนี่นอกจากหัวเถิกแล้วยังป็อดอีก” เสริมต่อซึ่งฟังเหมือนหลอกด่ากราย ๆ แต่มันกลับทำให้ดวงตาหงอย ๆ นั่นลุกวาวอย่างช่วยไม่ได้ ยูชอนตบโต๊ะก่อนจะลุกยืนขึ้นแล้วส่งยิ้มกว้างให้กับแจจุง

             “ อย่ามาหาว่าปาร์คป็อด ! ฝากจ่ายด้วยนะแจจุง ขอบใจ” ว่าแล้วก็วิ่งเปิดตูดออกนอกร้านไปทันทีโดยที่แจจุงไม่ทันจะได้ถามซ้ำ ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อแผ่นหลังของปาร์คยูชอนหายลับไปกับเสียงของกระดิ่งหน้าร้าน

             “ โฮ่.. ไอ้ปาร์ค ไอ้เพื่อนเลว !!”


            

“ เออนี่จุนซู .. พรุ่งนี้กับอาทิตย์หน้านี้ไปช่วงเย็น ๆ ฉันไม่ว่างนะ พอดีชุนยางเอกละครเขามาบอกให้ฉันไปซ้อมแสดงละครงานเฟรชชี่ไนท์” ชางมินเอ่ยขึ้นในบ่ายของสองวันถัดจากที่เขาต้องไปเสียเงินให้กับเค้กเลมอนสองก้อน ไอซ์ทีเย็นหนึ่งแก้วแถมต้องมากำจัดของเหลืออย่างน้ำแตงโมปั่นด้วยเหตุผลสั้น ๆ ของคิมจุนซูว่า


             ‘ ฉันเสียดายนี่ ’ แน่ล่ะ.. ชางมินได้แต่เถียงกลับในใจ

             มาเสียดงเสียดาย.. ยังไงมันก็เงินกรูอยู่ดี (เว้ย!)


             “ ง่า.. แล้วใครจะพาฉันไปกินขนมกันล่ะ ?”

             “ พาไปกินรึว่าพาไปจ่ายเงินพูดให้มันถูกหน่อยจุนซู” เท่านั้นแหละคนที่ทำหน้าอ้อน ๆ ถึงได้ส่งยิ้มแหยมาคืน

             “ อย่ามายิ้มเหมือนรู้สึกผิด ฉันไม่หลงผิดเหมือนตอนรู้จักกับนายแรก ๆ แน่” เท่านั้นแหละรอยยิ้มเหมือนรู้สึกผิดก็พลันหายวับไปทันที จุนซูเบ้หน้าใส่แล้วถอยออกห่าง

             “ เฮอะ ! ทำมาเป็นรู้ทัน ไปไหนก็ไปเลยฉันเลิกคบกับนายแล้ว !” ตวาดใส่พลางทำมือสะบัด ๆ ประกอบ “ แค่ให้เลี้ยงขนมเค้าไม่กี่ครั้งอ่ะ”

             “ ไม่กี่ครั้งของนายมันก็ทุกครั้งนั่นแหละว้า ~ ช่างเหอะ.. กะว่าพอว่าง ๆ จะพาไปกินปูซะหน่อย เลิกคบกันแล้วก็...อด !!”

             “ อ่ะ.. ชางมินคนใจดี เมื่อกี้ฉันเปล่าพูดอะไรนะ นายหูฝาดไปเองรึเปล่า ~ เอาเป็นว่าฉันจะรอกินปู เอ๊ย ! รอให้นายว่างแล้วฉันจะเลี้ยงมั่งน๊า” เสียงเป็นเชิงง้องแง้งดังขึ้นให้ได้ยินขัดกับเสียงที่ก่อนหน้านี้คนพูดว่าไว้ลิบลับ อีกทั้งตาที่จ้องมองมาก็ถูกรอยยิ้มนั่นบดบังซะจนหยีไม่เห็นลูกตายิ่งทำให้ชางมินลอบถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่

             “ เดี๋ยวฉันไปคุยเรื่องรายงานก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้”

             “ อื้อ บ๊ายบาย” จุนซูเอ่ยลาพร้อมกับโบกมือให้น้อย ๆ จนกระทั่งแผ่นหลังของชางมินหายไปจากสายตา ร่างเล็กถึงได้กระชับหนังสือกับแผ่นกระดาษในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นแล้วหันหลังเดินออกไปอีกทาง


             แต่ทันใดนั้นเอง


             “ อ้ะ ! เหวอ ~” เสียงอุทานซะลั่นด้วยความตกใจเมื่อลมเจ้ากรรมดันพัดมาจากไหนก็ไม่รู้หอบเอา กระดาษที่วางซ้อนบนหนังสือในอ้อมแขนนั่นปลิวว่อน จุนซูวางหนังสือลงกับพื้นก่อนจะวิ่งตามเก็บกระดาษไม่รักดีมาไว้

             และในระหว่างที่จุนซูกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่นั่นเอง พื้นถนนด้านหน้าก็ถูกแทนที่ด้วยรองเท้าผ้าใบสีหม่นคู่หนึ่ง ตามด้วยร่างของเจ้าของเท้านั่นก็ค่อย ๆ โน้มตัวลงมาหาพร้อมกับยื่นกระดาษตัวก่อปัญหานั่นมาตรงหน้า ก่อนเสียงทุ้มฟังนุ่มหูก็เอ่ยขึ้น

             “ ..นี่ครับจุนซู” ไม่รู้ว่าเจ้าของชื่อนั่นจะคิดไปเองรึเปล่าว่าเสียงที่ได้ยินนี่มันคุ้นหูพิกลแต่เหมือนจะเคยได้ยินแบบที่มันไม่ได้ฟังดูเรียบเรื่อยแบบนี้ เรียวคิ้วเผลอขมวดชนกันนิด ๆ ก่อนจุนซูเงยหน้ามองใบหน้าของคนต้นเสียงให้ชัด ๆ

             ผู้ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งแต่ไม่เท่ากับชางมินกำลังยื่นกระดาษปึกนึงให้ ทรงผมประหลาด ๆ ที่ยาวจนเขาต้องมัดลวก ๆ ไว้ด้านหลังกับปอยผมหน้าม้าแปลกตา ดวงตาอ่อนโยนที่ถูกบีบให้เล็กลงเป็นผลต่อเนื่องมาจากรอยยิ้มจางจากริมฝีปาก ผิวขาวสะอาดแต่มันก็ติดตรงลักษณะภายนอกรวมไปถึงเครื่องแต่งกายนี่แหละก็ทำ เอาเขาดูเป็นคนรก ๆ ยังไงไม่รู้

             แต่ที่รู้.. คือจุนซูคุ้นตากับลักษณะพวกนี้มาก ๆ จนต้องเอ่ยถามเสียงดัง

             “ ..นาย.. บอลบอย ?!” ทันทีเมื่อพูดออกไปก็ดูเหมือนรอยยิ้มจางบนริมฝีปากของอีกฝ่ายจะกว้างขึ้น ตามด้วยมือใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาข้างหน้าเป็นเชิงให้ขอช่วยพยุงและเพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจจุนซูเลยจับมือนั่นซะเลย

             “ ขอบใจนะ .. ?”

             “ ปาร์คยูชอน ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายหนุ่มยังคงเอ่ยตอบทั้งที่รอยยิ้มยังไม่จาง อีกทั้งมือใหญ่นั่นก็ยังกำมือเขาไว้ไม่ปล่อยอีกต่างหาก

             “ ชิมชางมินไปไหนซะล่ะ ?” ถามต่อเหมือนถามเรื่องดินฟ้าอากาศซึ่งถ้าจุนซูสังเกตซักนิดล่ะก็ไอ้คำถามนั่นน่ะมันไม่ใช่คำถามที่ใช้ถามในตอนที่เพิ่งจะรู้จักกันอย่างนี้หรอกนะ แต่ดูเหมือนคนที่กำลังตื่นเต้นกับการเจอคนแปลกหน้าก็เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

             “ ไปคุยเรื่องรายงานมั้ง วันนี้ไม่ไปเตะบอลเหรอ ?” ถามกลับซึ่งได้คำตอบเป็นการส่ายศีรษะน้อย ๆ จุนซูยู่หน้าพลางเดินหันหลังไปเก็บตั้งหนังสือมาไว้ในอ้อมแขนแล้วว่าต่อ “ เรากะว่าจะซื้อขนมไปนั่งกินแถวนั้นซะหน่อย เผื่อพวกยูชอนมาเตะบอลอีกแล้วลูกบอลมันกลิ้งมา เราจะได้เก็บให้ไง”

             “ ...ไม่เป็นไรหรอก แค่วิ่งในใจกูก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”

             “ ฮะ ว่าไงนะเมื่อกี้ ?”

             “ อ้อ.. เปล่า ๆ” ยูชอนบอกปัดประโยคคำถามของนั่นส่ง ๆ ขณะคนถามกลับจ้องอย่างงั้นเพราะไอ้ที่ได้ยินเมื่อกี้มันแว่ว ๆ ยังไงไม่รู้ฟังไม่ถนัด

             “...ไม่ใช่ว่าหลอกว่าเรานะ !” จุนซูร้องเสียงดังแถมยังส่งสายตาไม่พอใจไปให้ แต่แทนที่ยูชอนจะตกใจ ร่างสูงกลับจ้องใบหน้านั่นนิ่ง ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ

             “ ใช่แล้ว.. ผมว่าจุนซูเต็ม ๆ เลยล่ะ อยากรู้มั้ยล่ะ” เสียงทุ้มนั้นว่าด้วยสำเนียงมีเรียบเรื่อยแต่กลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตัวเล็กกว่าราวกับจะสื่อความหมาย ผิดกับดวงหน้าของอนาคตหมอฟันจอมเขมือบที่มองอย่างเคือง ๆ ผสมกับความอยากรู้ว่าตัวเองไปทำอะไรให้ถึงได้โดนคนแปลกหน้านี่ว่าเอาซะงั้น

             แต่แล้วประโยคที่เอื้อนเอ่ยต่อมาก็ทำเอาคิมจุนซูอ้าปากค้างโดยไม่ได้ตั้งใจ

             “ คิมจุนซู คนบ้าอะไรแม่งน่ารักได้ขนาดนี้วะ !”


             อ่า ~

             บอกเราหน่อยสิปาร์คยูชอน ..ว่านั่นน่ะว่าเรารึว่าจะชมเรากันแน่ !!??

             .

             .

             .



             ...คนอะไรวะ ขนาดหน้างงยังน่ารักอีก

             นี่ถ้าไม่ติดว่ากูเป็นพระเอกพ่อจะลากเข้าพงหญ้าไปจูบซะให้หนำ !!

             ข้างต้นนั่นคือความคิดสุดโฉดของผู้ชายที่ชื่อปาร์คยูชอนทันทีเมื่อได้พบกับสีหน้างุนงงของคิมจุนซูหลังจากได้ยิงประโยคเสี่ยวดอกที่หนึ่งออกไปตรง ๆ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาเพราะมันคงพุ่งเข้าเป้าเต็ม ๆ เพราะใบหน้าของจุนซูกลับเริ่มเปลี่ยนให้เห็นเป็นจุดแดง ๆ บริเวณผิวแก้มก่อนเจ้าตัวจะก้มหลบสายตาไป....

             แล้วก็ .... เงียบ

             เงียบไปเสียจนพ่อพระเอกจอมโฉดหน้าเจื่อนผิดกับสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างเมื่อครู่ ยูชอนค่อย ๆ เอียงหน้าก้มลงหวังจะมองจุนซูให้ชัด ๆ แต่เจ้าของใบหน้านั่นก็เงยขึ้นมาซะก่อน แถมยังใช้ดวงตาใส ๆ นั่นจ้องเขาไม่วาง

             ... ไม่นะ ...อย่าจ้องอย่างนี้ หัวใจปาร์คทำงานหนัก !

             “ ว่าเรางี้ เราโกรธนะยูชอน” จุนซูเอ่ยขึ้นขณะคนที่กำลังสูดลมหายใจเพื่อข่มให้หัวใจตัวเองไม่เต้นจนเผลอเด้งออกมาข้างนอก แต่ก็นั่นแหละ ยูชอนชะงักไปนิดแล้วมองหน้าคนพูดหวั่น ๆ ชนิดว่าใจแป้วไปเลยเมื่อได้ยินต่อมาว่า “ ทำไมถึงได้มาว่าเราอย่างนี้ล่ะ เราไปทำอะไรให้ยูชอน”

             อ้าวเวร... นี่เข้าใจว่ากูด่าจริง ๆ เหรอวะเนี่ย ?

             “ อ่า ไม่ใช่นะ”

             “ ไม่ใช่อะไร ก็เมื่อกี้ยูชอนพูดออกมาเองเลยว่าว่าเราอ่ะ” พูดไปก็ยู่หน้าลงเรื่อย ๆ ผสมกับคนมองที่เริ่มชักสีหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ยิ่งพออ้าปากได้นิดนึงจุนซูก็พูดขัด

             “ ไม่ต้องมาขอโทษ เราไม่หายโกรธง่าย ๆ นะ”

             “........” T^T

             “ ... แต่ถ้ายูชอนเลี้ยงข้าวเราเย็นนี้ เราอาจจะหายโกรธก็ได้ !”

             .
            
             .

             .


             ข้าวผัดทะเลชุดใหญ่ เป็บซี่หนึ่งขวดลิตร ชิฟฟ่อนเค้กสองชิ้นตบท้ายด้วยน้ำแตงโมปั่น ไม่วายพ่อเจ้าประคุณดันซัดไอติมอีกถ้วยเป็นของหวานล้างปาก จุนซูกำลังใช้มือลูบพุงกลมป็อกของตัวเองพร้อมกับบ่นพึมพำ

             “ อ๊า ~ อิ่มจัง”

             แหงล่ะ... ไม่อิ่มแม่งก็ไม่ใช่คนแล้วครับจุนซู !

             “ นั่งมองหน้าเราทำไม ไปจ่ายตังค์สิ !” นั่น.. มีการสั่งด้วยวุ้ย

             แล้วจะให้ปาร์คยูชอนทำยังไงนอกจากค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบล้วงมาเวลล์ลูกรักมาเปิดออกพลางสอดส่องหาแบงค์ที่มีราคาพอจะจ่ายค่าอาหารทั้งหมดได้ ซักพักบริกรก็นำเงินทอนมาให้ถึงโต๊ะพร้อมกับจุนซูที่คว้าของทั้งหมดเดินออกไปจากร้านเรียบร้อย

             สองข้างทางของถนนมหาวิทยาลัยในยามค่ำช่างเงียบสงบเพราะต้นไม้สูงใหญ่ที่ไม่รู้ มันผุดมาจากไหน ประกอบกับเสียงหริ่งหรีดเรไรก็พากันร้องเหมือนจัดคอนเสิร์ตก็ไม่ปานนั่นเอง ทำให้ยูชอนต้องสาวเท้าเดินตามแผ่นหลังเล็กด้านหน้าให้ทันจนมาเดินข้างกันจนได้



             “ เอ่อ... จุนซู” เอ่ยถามเสียงป็อด ๆ ให้กับเจ้าของชื่อที่ยังคงเดินเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรซักคำหลังจากออกจากร้านนั่นมา ยูชอนเกาท้ายทอยแก้เก้อก่อนจะถามต่อ “ ...หายโกรธยัง ?”

             เท่านั้นล่ะฝ่าเท้าของจุนซูก็ชะงักกึก ! แถมสายตานั่นยังตวัดขวับมามองซะจนคนถามผงะ

             “ ว่าไงนะ ?” เสียงเรียบ ๆ ถามกลับ “ คิดว่าเราจะหายโกรธเหรอฮะ ?”

             ไม่คิดกูจะกล้าถามเหรอครับคุ๊ณ ~ แล้วอย่าบอกนะว่ากูจะเสียเบี้ยเลี้ยงชีวิตวันนี้ไปฟรี ๆ น่ะ เพิ่งคุยกันวันแรกก็จะเฉดหัวปาร์คแล้วเรอะ !


             แล้วจุนซูก็พูดต่อ

             “ ...ไร้สาระ”

             “ 0[]0 !”

 

 



             “ จะหายโกรธอะไรล่ะ เราไม่ได้โกรธยูชอนซะหน่อย”

             “.......” เงียบสนิทด้วยเพราะความอึ้ง ทึ่ง เจี๋ยวหรืออะไรก็ตาม แต่รู้สึกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกมันคงจะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นปากของเขาถึงได้ อ้าค้างซะจนหุบไม่ลง ผิดกับคนพูดที่เปลี่ยนจากหน้าบึ้ง ๆ มาเป็นรอยยิ้มละลายใจ (ปาร์ค) อีกครั้ง

             “ ถ้าพูดว่าแค่นั้นแล้วโกรธล่ะก็คงไม่ใช่เราแล้วล่ะ เราโกรธใครไม่เป็นหรอกจะบอกให้ ตอนนั้นเราเห็นหน้ายูชอนตลกดีตอนนั้นก็เลยแกล้งต่อซะเลย” เสียงใส ๆ นั่นอธิบายไปก็ก้าวเดินต่อ “ เรานึกว่ายูชอนจะรู้ซะอีก ส่องกระจกมั่งก็ดีนะว่าหน้าตัวอ่ะมันฮาขนาดไหน”

             เอิ่ม... นั่นหลอกด่ารึว่าชม = =?

             ยูชอนถามตัวเองงง ๆ พร้อมกับกลไกในสมองก็เริ่มจะเพิ่งเข้าใจอะไรขึ้นมานิดนึง... สรุปว่าจุนซูไม่ได้โกรธเขาใช่มั้ย ? ( มันยังไม่รู้เรื่อง สมองช้าได้อีกเว้ยเฮ้ย ! )

             แต่ไม่รู้สิ ตอนนี้ปาร์คโคตรดีใจเลยเว้ยยย !!!!

             “ ขอบใจที่เลี้ยงนะ เราจะเข้าตึกไปเอาจักรยานแล้วก็ขี่กลับหอแล้วล่ะ ไว้เจอกัน” ว่าเท่านั้นจุนซูก็โบกมือให้น้อย ๆ กับคนที่ยืนยิ้มค้างอยู่ข้างหลังแล้วก็เดินเลี้ยวไปทางด้านขวาจนยูชอนที่เพิ่งรู้สึกว่ายืนยิ้มให้ผีเสื้อกลางคืนอยู่คนเดียว ชายหนุ่มชะเง้อมองตามหลังจุนซูพร้อมกับตะโกนถามเสียงดัง

             “ จุนซู ! ไว้พรุ่งนี้ผมมารับไปกินข้าวนะ !” แต่ดูท่าคนที่เดินเห็นหลังไว ๆ นั่นจะไม่ได้ยิน แผ่นหลังในชุดนักศึกษาสีขาวยังคงก้าวต่อจนคนตะโกนชักเริ่มออกอาการห่อเหี่ยวอีกครั้ง

             ทว่าในจังหวะที่ยูชอนกำลังจะถอนหายใจแบบปลงอนิจจังนั่นเอง ใบหน้าอันแสนจะติดตรึงนั่นก็หันมามองด้วยสีหน้าที่ไม่ต้องอยู่ใกล้ก็รู้ว่าคงเปล่งรัศมีสว่างวาบปานว่ามีคิวปิดตัวน้อยกับพระอาทิตย์ในการ์ตูนเทเลทับบี้เป็นแบ็คกราวน์ พร้อมกับเสียงที่ตอบมาก็ทำให้ปาร์คยูชอนอยากจะนอนลงกับพื้นไปชักดิ้นชักงอซะเดี๋ยวนั้น !



             “ ตอนเย็นนะ เลี้ยงข้าวเราเหมือนเดิมด้วยล่ะ !”


             .

             .


2B Con Chap.III


Talk* : ไหนว่าจะมาลงเดือนธันวาฟระ =.,=
             เหตุมันเกิดที่ว่าช่วงนี้โลกมันแปลก คนแต่งใกล้บ้าไปทุกวันแล้วค่
ะ !