[Fic] - My Mistaken - 6
posted on 12 Jan 2012 02:42 by wachiuu in my-mistaken“ โอ้ย~ พี่จุนซูเดินช้าๆ หน่อยสิครับ”
“ ฉันก็เดินอย่างนี้มานานแล้วนะ นายนั่นแหละก้าวให้มันเร็วกว่านี้หน่อย”
“ ผมเพิ่งแข่งเสร็จนะ ข้อมือซ้นด้วยอ่ะ”
“ แล้วข้อมือมันเกี่ยวอะไรกับการเดินไม่ทราบ” สุดท้ายคนที่เดินนำก็ทนไม่ไหวหันมาพูด “ อีกอย่างช่วยดูนิดนึงว่านี่มันถนนสำหรับรถวิ่งผ่าน อยากจะรถโดนสอยตูดก็ตามสบาย”
“ โหยล้อเล่นเอง” ยูชอนพึมพำพลางก้าวเท้าให้เร็วขึ้นจนเดินเคียงกับอีกฝ่าย ข้อมือขวาถูกผ้าพันซ้อนไว้เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนสืบเนื่องจากการแข่งขันเมื่อครู่
หลังจากลงแข่งในควอเตอร์สุดท้ายซึ่งผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ยูชอนก็โดนผู้เล่นคนหนึ่งกระโดดอัดเข้าใส่จากทางด้านข้างเล่นเอาผิดจังหวะล้มพลั่กแถมยังเอามือตัวเองดันพื้นไว้อีก ผลคือข้อมือเคล็ดตามระเบียบ..
.. อืม .. เคล็ดเท่านั้นแหละ หาได้ซ้นแต่อย่างใด เวลาขยับก็ขัดๆ ปวดๆ นิดหน่อย อาการบวมก็มีไม่มาก แต่อยากจะเป็นหนักกว่าอาการจริงแค่นั้นล่ะใครจะทำไม
บอกตรงๆ ว่าปาร์คยูชอนอยากเรียกร้องความสนใจ แต่ไฉนทำไมคนที่อยากให้สนดันไม่สนกันซะนี่ เพราะพอเขาถูกเปลี่ยนตัวก็มีเพื่อนเขามาถามอาการ มองไปรอบๆ ขอตอบแบบไม่อยากยอตัวเองว่าเห็นสาวๆ ทำสีหน้าเป็นห่วงส่งมาให้ จวบจนเมื่อการแข่งขันจบลงแบบฝ่ายตรงข้ามชนะไป ผู้ชมแยกย้าย ส่วนตัวเขาถูกฝ่ายพยาบาลเรียกไปในห้องด้านหลัง
พอเดินออกมาพร้อมกับผ้าพันข้อมือ เขาก็พบคิมจุนซูยืนรออยู่แล้วพร้อมกับคำถามที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยสุดๆ...
‘ ช้า’ พูดสั้นๆ จากนั้นก็เดินนำออกไปจากสนามโดยทิ้งให้คนช้าที่ว่ายืนมองตามแบบงุนงง
...ดูเป็นห่วงดีมั้ยล่ะ!?
เซ็งจริงๆ กะจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงซะหน่อย
‘ ข้อมือผมซ้นครับ ’ ..
‘ ...อืม.. รีบเดินมาซะทีสิฉันหิว ’ เจอประโยคสวนกลับแบบคนละเรื่องเล่นเอายูชอนถอนหายใจ มองตามแผ่นหลังนั้นห่างออกไปจนสุดท้ายก็ต้องเป็นตัวเองนั้นแหละที่ต้องวิ่งให้ตามทัน ไม่รู้ทำไมพออยากให้แสดงท่าทีห่วงบ้างดันไม่ทำ ทำไมถึงได้เดายากขนาดนี้เนี่ย
แต่ทำแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน
เอ๊ะ.. หรือว่าตัวเขาจะเป็นพวกสาย M ?
==’

บางครั้ง.. ปาร์คยูชอนก็คิดว่าคิมจุนซูเลี้ยงง่าย
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าเขาเลี้ยงสัตว์แล้วชื่อว่าคิมจุนซูหรอกนะ แต่หมายถึงคนอายุมากกว่าที่ตอนนี้สองมือของเจ้าตัวเต็มไปด้วยขนมต่างๆ มากมายอย่างที่เขาไม่คิดเลยว่าจะยัดลงไปได้หมด สาเหตุเกิดจากงานเปิดซุ้มนั่นแหละ
“ พี่จุนซูหนักป่ะ”
“ หืม?” คนถูกถามส่งเสียงถามสั้นๆ เนื่องจากปากกำลังงับลูกชิ้นอยู่พลางเลิกคิ้วมอง ก่อนจะส่ายหัวให้เป็นคำตอบ
“ แบ่งมาให้ช่วยถือเหอะน่า” เขาพูดเกลี้ยกล่อมแล้วยื่นมือไปหวังจะดึงเอาถุงในมือมาถือ แต่คนที่เคี้ยวหยุบหยับกลับเบี่ยงตัวหลบแล้วใช้ศอกดันมือเขาออกซะอย่างนั้น
“ มีมือ ถือเองได้” ...แน่ะ ดูพูดเข้า
“ มีน้ำใจ อยากช่วยอ่ะ”
“ เก็บไว้เถอะ” ตอบห้วนๆ แบบถ้าเป็นเพื่อนนี่คงได้จัดไปซักหนึ่งโบก ยูชอนถอนหายใจก่อนจะทำเป็นชักชวนให้ไปนั่งที่ลานน้ำพุ ซึ่งจุนซูเดินตามอย่างว่าง่ายไม่มีแย้งเพราะในปากยังคงเคี้ยวลูกชิ้นไม้ที่สามอยู่นั่นเอง
บริเวณน้ำพุอันเป็นจุดกึ่งกลางของงานเปิดซุ้มของมหาวิทยาลัยมีทางแยกออกเป็นสี่ทางโดยมีน้ำพุอยู่ตางกลาง แสงไฟสีสันถูกเปิดขึ้นชวนให้สัมผัสถึงงานเทศกาลขณะเดียวกันเก้าอี้ที่ถูกวางไว้รอบด้านก็ถูกจับจองไปเกือบจะหมดแล้ว ชายหนุ่มจึงสวมรอยดึงข้อศอกของอีกฝ่ายให้เดินไปนั่งบนรั้วอิฐเตี้ยๆ แทน
ทั้งสองคนนั่งข้างกันโดยไม่เอ่ยคำใดออกมา เสียงผู้คนรอบกายไม่ได้ทำให้รำคาญประกอบกับลมเย็นๆ ที่นานแล้วไม่ได้สัมผัสทำให้ยูชอนหลับตาลงแล้วเอนหลังไปพิงกำแพงอย่างผ่อนคลาย
เขาไม่ได้รู้สึกเบื่อ เพียงแต่ยาแก้ปวดที่กินเข้าไปคงจะออกฤทธิ์ประกอบกับเพลียจากการเล่นกีฬาทำให้ออกอาการเคลิ้มๆ แบบลืมจุดประสงค์ของตัวเองคือการชวนจุนซูมาเดินงานซุ้มไม่ใช่พามานั่งหลับ
แต่พอจะลืมตา สัมผัสบางอย่างก็ทำให้รีบแสร้งทำเป็นนิ่ง
ศีรษะของเขาถูกดันให้เอนไปด้านข้าง.. แบบที่วางลงบนอะไรนิ่มๆ พอดี แบบว่าเหมาะเจาะมาก แถมได้กลิ่นหอมๆ อีกด้วย
...พอเจอแบบนี้ ไม่อยากจะลืมตาแล้วสิ
ยูชอนคิดอย่างสุขใจเมื่อรู้ว่าพี่จุนซูคนดีบทจะใจดีก็ชอบทำให้เขาแบบไม่ได้ทันตั้งตัว แน่นอนก็อยากจะมองหน้าให้เขินเล่นอยู่หรอกแต่ให้เลือกระหว่างโดนด่าทันทีกลับสวมรอยนอนไปซักพักแล้วค่อยโดนด่า.. ตัวเลือกหลังน่าปฏิบัติกว่ากันเยอะ
เสียงขยับถุงพอดังให้ได้ยินเป็นระยะสลับกับการไหวตัวเล็กน้อย ดูท่าคนใจดีเจ้าของไหล่คนนี้กำลังหาของกินชิ้นใหม่อยู่แน่
คนเนียนนอนหลับทำหน้านิ่งผิดกับในหัวที่จินตนาการว่าอยากจะกอดคนด้านข้างแน่นๆ ซักทีโทษฐานชอบน่ารักลับหลัง ...อาการต่อมาจะว่าโอเวอร์ก็ไม่ได้..
ปาร์คยูชอน ผู้ซึ่งตอนนี้ทำตัวผิดศีลโกหกคนนี้ .. กำลังมีความสุขแบบที่ผ่านมาไม่เคยประสบมาก่อน
... จริงๆ นะเออ :D
สุดท้ายก็เผลอหลับ!
ยูชอนกะพริบตาอย่างตกใจเมื่อพบว่าทันทีเมื่อลืมตาก็พบว่าผู้คนก่อนหน้านี้ได้อันตรธานหายไปแล้ว มองไกลออกไปก็มองเห็นไฟจากซุ้มต่างๆ ถูกปิดลง จะเหลือแต่เพียงแสงสว่างที่ประดับตามน้ำพุและต้นไม้เท่านั้น
.. เวรกรรม
สบถพลางส่งเสียงขัดใจก่อนจะยืดตัวขึ้น เตรียมตัวรับคำบ่นจากหมอนจำเป็นที่ตอนนี้คงได้ชาจนแทบไม่รู้สึกเพราะถูกเขายึดไว้นาน
“ นอนพอแล้วเหรอ” หมอนมีชีวิตผู้แสนใจดีถามด้วยคำถามเหมือนจะบ่งถึงการแปลงร่าง ยูชอนพยักหน้ารับพลางส่งยิ้มแหยให้อย่างรู้สึกผิด
“ ขอโทษครับ ไม่คิดว่าจะเผลอหลับ” เขาออกปาก “ เมื่อยมั้ย”
“ ลองให้ฉันนอนหนุนไหล่นายซักสองชั่วโมงสิ”... ตอบแบบนี้แปลว่าเมื่อยแน่นอน “ กลับกันเถอะ ร้านปิดหมดแล้ว”
“ .. งั้นผมขับรถให้นะ” รีบเสนอตัวหวังลดโทษก่อนเปลี่ยนเป็นส่งยิ้มประจบ สายตาแอบเหลือบเห็นถุงเปล่ากองหนึ่งวางอยู่ด้านล่าง ดูท่าคงกินรอจนหมดแต่ก็ไม่ได้คิดจะปลุก
“ มือ” จุนซูว่าสั้นๆ ชี้นิ้วไปยังเป้าหมายเป็นมือที่ถูกพันไว้ ...
...แบบนี้ สงสัยถามว่า มือเจ็บจะขับรถได้ไงรึเปล่านะ
“ ไม่เป็นไรครับ” ตอบยิ้มๆ
“ งั้นไปกัน” ตอบสั้นเหมือนเคยตามด้วยการเดินนำออกไป สองข้างทางเริ่มมีลมหนาวพัดมาประกอบกับแสงไฟที่ลดน้อยลงทุกทีทำให้ต้องรีบก้าวยาวๆ แม้การอยู่สองคนในบรรยากาศสลัวจะชวนให้สวีทหวาน แต่ตอนนี้ยูชอนทำไม่ลงเพราะการอยู่ในมหาวิทยาลัยกลางดึกแบบนี้มันผิดวิสัยของเขามาก
รถยนต์ของจุนซูจอดเด่นเป็นสง่าเนื่องจากเหลืออยู่คันเดียวในลานจอดรถ เสียงปิ๊บสั้นๆ จากการปลดล็อคจากรีโมตฟังดูชัดเจน เจ้าของรถก้าวขึ้นฝั่งข้างคนขับ ส่วนเขาก็ขึ้นไปนั่งในฝั่งสารถี เสียบกุญแจสตาร์ทรถได้ก็ขับมุ่งไปยังถนนใหญ่ในยามค่ำคืน
ภายในตัวรถเงียบแบบที่ต่างคนต่างไม่รู้จะพูดอะไร สาเหตุเป็นเพราะยูชอนมักไม่ค่อยพูดอยู่แล้วเวลาได้จับพวงมาลัย ขณะเดียวกันจุนซูก็คงจะรู้สึกเพลียจนไม่รู้จะชวนคุยเรื่องอะไร แต่หลังจากนั้นไม่นานเสียงโทรศัพท์มือถือจากคนที่จับจองด้านข้างคนขับก็ดังขึ้น
... สาบานว่าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่รถมันเงียบเลยได้ยิน
“ ..อยู่ข้างนอก กำลังจะกลับบ้าน”
“ อะไรนะ จะบ้าเหรอ ฉันไม่ไปหรอกนายก็รู้”
“ อย่ามาไร้สาระ พูดอะไรอยู่ได้หนวกหูจริง เปลี่ยนใจไม่กลับบ้านแล้วแค่นี้ล่ะ” พอพูดคำสุดท้ายจบปุ๊บก็กดวางทันที แถมด้วยการปิดเครื่องใส่อีก
“ ใครเหรอครับ”
“ หมาล่าเนื้อ!” ... ง่ะ
“ หือ?”
“ คิมแจจุง” อีกฝ่ายตอบห้วนพลางกระแทกหลังใส่เบาะอย่างแรงบ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน
“ แล้วได้ยินว่าไม่กลับบ้าน แล้วจะไปไหนล่ะครับ” เขาถามเมื่อนึกถึงประโยคจากการตอบโต้ผ่านโทรศัพท์แล้วเสริมขึ้นด้วยอารมณ์ล้อๆ “ ..หรือจะไปห้องผม”
“ ความคิดดี”
“ ! ”
“ ตกใจอะไร ก็เสนอเองไม่ใช่เหรอ”
...ใช่ครับ ผมเสนอเอง
แต่ไม่ได้อยากให้พี่สนองเร็วขนาดนี้(เว้ย!)
.
.
สุดท้ายปาร์คยูชอนก็พาคิมจุนซูมาเยือนถิ่นตัวเอง
ห้องพักชั้นสิบในคอนโดระดับกลางเรียกถือว่าไม่ได้หรูหรามากนักแต่ก็จัดว่าดีมากเมื่อพักอยู่คนเดียว เพราะไม่รู้จะมีห้องนอนทำไมสองห้อง(ก็ในเมื่อนอนคนเดียว) ห้องครัว โถงนั่งเล่น ห้องน้ำ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดจัดเป็นโซนเรียบร้อยและสะอาดจนจุนซูเอ่ยถามด้วยความฉงน
“ จ้างแม่บ้านเหรอ”
“ สัปดาห์ละสองครั้งครับ” เขาตอบพลางใช้เท้าเขี่ยพรมบนพื้นให้เข้าที่ แล้วชี้บอกทางไปห้องแต่งตัว อธิบายว่าให้ใช้ของได้ตามสะดวก โดยที่แขกพยักหน้ารับจากนั้นก็เดินหายไปตามทางที่บอก
ยูชอนถอนหายใจ ตามด้วยการทรุดนั่งลงบนโซฟา หยิบรีโมทกดเปิดโทรทัศน์ให้มีเสียงบ้างระหว่างรอ และไม่นานแขกในคืนนี้ก็ออกมาพร้อมกับชุดเก่าในมือมายื่นให้
“ ซักที่ไหน จะใส่กลับพรุ่งนี้” คิมจุนซูที่ตัวหอมฉุยพูดขึ้น แก้มทั้งสองเป็นสีชมพูจางๆ จากการอาบน้ำ ชายหนุ่มยิ้มให้ก่อนจะรับกองผ้านั้นมาถือไว้แล้วเดินไปหย่อนในเครื่องซักผ้า กดปิ๊บๆ ไปสองสามทีโดยมีสายตาอีกคู่มองตาม
เจ้าบ้านทิ้งตัวนั่งบนโซฟา ตบปุๆ ลงที่ว่างข้างตัวเป็นเชิงให้นั่ง
“ ทำท่ายังกับฉันเป็นเด็กป๋างั้นแหละ” บ่นพอให้ได้ยินแต่ก็ยอมนั่งลงตามคำชวน จุนซูเหลือบมองคนด้านข้างตามด้วยการพูดต่อ “ ขอโทษนะที่มารบกวน”
“ ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบยิ้มๆ พลางเปลี่ยนเป็นฝ่ายหันมาเผชิญหน้า “ แต่ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ”
คนถูกถามเบะปากลงนิดอย่างไม่สบอารมณ์แล้วหันข้างมาบ้าง
“ อยากรู้อยากเห็นไปหมดนะเจ้าหนูจำไม”
“ เรื่องพี่อ่ะอยากรู้หมดแหละ ”
“ ช่างสอด” จุนซูเอ็ดแบบมีรอยยิ้มจางติดมาด้วย จากนั้นยกขาทั้งสองพาดตักของอีกฝ่ายไว้แทน “ แลกกัน นวดขาให้ด้วยปล่อยให้คนแก่เดินทั้งวัน”
ยูชอนเลิกคิ้วมองอย่างประหลาดใจก่อนจะหลุดหัวเราะอย่างห้ามไม่ไหว บางทีพี่จุนซูคนนี้ก็ตลกดี อีกอย่างท่าทางแบบนี้ไม่เรียกว่าอ้อนเขาก็ไม่รู้จะเข้าใจไปว่าอย่างไรแล้ว
“ อย่าคิดจะจั๊กจี้เท้าล่ะ รีเฟล็กซ์ฉันไวนะ” พูดเตือนมาอีกอย่างทั้งยังสาธิตด้วยการยันแถวอกเขาเบาๆ เป็นเชิงเตือน
“ คร้าบบ~”
สาเหตุมาจากโทรศัพท์ก่อนหน้า
ฟังจากที่อีกฝ่ายเล่า ดูเหมือนคิมแจจุงคนเป็นพี่ชายจะโทรมาบอกให้น้องไปงานเลี้ยงของธุรกิจตระกูลซึ่งความจริงแล้วเป็นงานใหญ่พอควร แต่มันดันผิดตรงว่าคิมจุนซูผู้เป็นน้องคนนี้ไม่เข้าร่วมงานแบบนี้มาได้หลายปีแล้ว
แล้วหลายปีที่ว่าเนี่ย.. ก็ตั้งแต่เจ้าตัวซื้อบ้านนั่นแหละ
จากนั้นเจ้าของเรื่องก็เล่าไปอีกว่าก่อนจะมาอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้เขาก็มีบ้านซึ่งเป็นบ้านใหญ่ โดยมีพี่สาวคนโต พี่ชายคนรองคือคิมแจจุง ส่วนคนสุดท้องก็คือคิมจุนซู ด้านความรักระหว่างพี่น้องไม่ได้เป็นปัญหา แต่ด้านที่จุนซูตัดสินใจออกจากบ้านมาคือการที่ทนไม่ได้กับความเจ้าชู้และคุณหนูเสี่ยเลี้ยงทั้งหลายของพ่อต่างหาก
พี่สองคนพอรับได้ แต่จุนซูไม่ชอบ พวกเธอเหล่านั้นบางคนดูแล้วอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบปีด้วยซ้ำ อีกทั้งแต่ละคนก็ทำท่าจะเข้ามายุ่งกับเรื่องในครอบครัวเสียให้ได้ เคยบอกพ่อไปหลายครั้งก็ไม่ยอมเปลี่ยน พอยื่นคำขาดว่าถ้าไม่เลิกจะย้ายไปอยู่ที่อื่นพร้อมกับพ่นคำผรุสวาทไปหนึ่งดอก จุนซูที่ไม่ค่อยจะโดนดุกลับโดนตบแบบไม่ทันตั้งตัว
“ หน้าฉันบวมไปครึ่งนึงแน่ะ” พูดพลางยกมือลูบแก้มตัวเอง “ ฉันรู้ว่าพ่อไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นเพิ่งจะเรียนจบใหม่ๆ ฉันก็ใช้เงินเก็บมาหลายปีกับยืมเงินแจจุง ซื้อบ้านแล้วก็ออกไปเลย วู่วามดีมั้ยล่ะ”
“ พี่ดูไม่น่าเป็นอย่างนั้นเลยนะครับ”
“ ใจร้อนก็เงี้ย แรกๆ ก็คิดอยู่ว่า ‘ไม่น่าเลยกู’ แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ มันก็โอเคนะ” คนสมัยวัยรุ่นใจร้อนว่า “ ถึงยังไงบ้านก็ตามรู้ว่าฉันอยู่ไหน ถ้านายจะสังเกตซักนิด บ้านฉันมียามด้วยล่ะ เป็นคนของพ่อ ”
ยูชอนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ นึกทบทวนไปถึงบริเวณบ้านหลังนั้น .. แต่เขาก็จำไม่ได้ซัดนิดว่าเคยเห็นสัญลักษณ์อะไรที่บ่งบอกว่ามียามรักษาความปลอดภัย หรือจะตาถั่วมองไม่เห็นเองวะ
“ .. หมอนั่นอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามไง” จุนซูเฉลยเพราะคงเห็นสีหน้าสงสัยตามด้วยการเสริมด้วยเสียงอันบ่งบอกถึงความไม่ชอบใจ “ เป็นป้อมยามที่หรูเริดซะไม่มี ”
“ บ้านพี่นี่น่าทึ่งจัง == ”
“ งั้นมั้ง ตอนในรถแจจุงโทรมาชวนไปงานนั่น สมองเสื่อมรึเปล่าวะคนไม่เหยียบงานอย่างงั้นมาหลายปีแล้วยังทู่ซี้ชวนอยู่ได้ ถ้าฉันกลับบ้านไปได้เจอสวดพอดี”
เพราะงี้เลยไม่กลับสินะ.. ยูชอนตอบตัวเองในใจหลังจากฟังจบ ส่วนตัวแล้วเขาก็พอจะเดาไว้อยู่หรอกว่าบ้านจุนซูคงมีฐานะพอสมควร แต่ขนาดทีว่าซื้อบ้านฝั่งตรงข้ามมาเฝ้านี่ก็เพิ่งจะเคยได้ยินแฮะ
“ ดูบ้านพี่จะรักพี่มากนะครับ” เขาพูดขึ้นหลังจากต่างฝ่ายต่างเงียบไปพักหนึ่ง ดวงตาเรียวของจุนซูเงยขึ้นสบกับเขาก่อนเจ้าตัวจะถอนหายใจ ยูชอนปล่อยมือจากการบีบๆ นวดๆ แล้วเปลี่ยนมาจับไว้แทน
“รู้หรอกน่า...”
สายตาของเขาประสานกัน แม้ว่าบรรยากาศรอบตัวจะมีเสียงจากรายการในโทรทัศน์มันก็ดังพอให้ได้ยินเท่านั้น ยูชอนไม่ได้มีสัมผัสอ่านใจคนได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากจะพูดบางอย่าง บางอย่างที่เพียงเขามองตาของจุนซูเท่านั้นก็พอจะเข้าใจ
ดวงตาคู่นั้นแสดงออกถึงความไม่แน่ใจ สับสนระหว่างความรู้สึกผิดและไม่ผิด ทั้งที่ยอมอ่อนลงก็ได้แต่จุนซูก็เลือกจะเป็นฝ่ายแข็งไม่ยอมรับตามพื้นฐานของน้องเล็กซึ่งแม้เจ้าตัวจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่เท่าไหร่ก็ไม่สามารถปิดไว้ได้
ตัวเขาโน้มไปข้างหน้า เอื้อมจับมือที่เล็กกว่ามากุมไว้ บีบเบาๆ เป็นเชิงให้มั่นใจ
“ บางทีพี่อาจจะไม่ได้อยากอยู่คนเดียว”
“...ให้ผมอยู่ด้วยนะ”
... เน่าสนิท ...
ยูชอนนึกอยู่ในใจหากสิ่งที่จะสื่อออกไปไม่รู้จะพูดว่ายังไง เขาเพียงแค่อยากให้คิมจุนซูมั่นใจกับการกลับไปสู่ครอบครัวตัวเอง ยอมลดทิฐิลงบ้างและเขาพร้อมจะให้กำลังใจจนกว่าเจ้าตัวจะกล้าพอ เขาจะไม่ออกความเห็นเข้าข้างใครทั้งนั้น แต่ต้องปล่อยให้ความรู้สึกที่ฝังลึกของอีกฝ่ายทุเลาลงเอง
“เหอะ”
คิมจุนซูเพียงแค่ส่งเสียงสั้นๆ ออกมา ดวงตานั้นหลบเสมองไปทางอื่นหากริมฝีปากกลับเม้มเข้าหากัน ยูชอนเขย่ามือนั้นสองสามทีก่อนจะลุกขึ้น
“ ผมไปอาบน้ำก่อน ห้องนอนอยู่ทางนั้นนะ”
จากนั้นแผ่นหลังก็หายไปหลังประตูใกล้กัน ปล่อยให้คนที่เพิ่งสับสนทอดสายตามองอย่างไม่รู้ความหมายนั่นเอง

‘ แจจุง จุนซูยังไม่กลับบ้านเลยนะ ’
“ เออรู้แล้ว ฉันทำงานอยู่เห็นมั้ย”
‘ จะไปเห็นได้ไงก็คุยโทรศัพท์อยู่เนี่ย ’
“ ไอ้ ---
---”
“ คุณแจจุง ฉากพร้อมแล้วค่ะ” เสียงจากหนึ่งในทีมงานตะโกนเรียกดารานายแบบผู้ที่จะมาขึ้นปกให้กับนิตยสารชื่อดังทำให้เจ้าของที่กำลังจะจะพ่นถ้อยคำต่อไปหุบปากทันควัน แจจุงหันไปพยักหน้าให้ก่อนจะหันมาป้องปากใส่กับโทรศัพท์ในมือ
“ ฉันจะทำงานเสร็จภายในยี่สิบนาที ส่วนนายเฝ้าต่อไปแล้วก็--- เฮ้ย ฮัลโหล – ไอ้เวรเอ๊ย!” สุดท้ายแจจุงก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเมื่อปลายสายซึ่งตั้งท่าจะกวนมาแต่แรกชิงวางสายก่อนเขาจะพูดจบด้วยซ้ำ มือยกขึ้นอย่างหวังจะขยี้ผมให้หายหงุดหงิดแต่ก็ต้องชะงักไว้เพราะเกรงจะเสียทรงที่ใช้เวลาจัดแต่งเสียนาน
ใจเย็นๆ .. สูดหายใจเข้าลึกๆ
แจจุงท่องในใจพลางหลับตา พอทำไปได้ซักพักอารมณ์ขุ่นมัวในหัวก็ถูกทำให้เจือจางลงไปมาก สายตาเบือนไปสบกับภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกก่อนจะยกยิ้มแล้วชูนิ้วโป้งส่งให้..
แน่ล่ะ แจจุงเยี่ยมที่สุด
จากนั้นก็เดินอย่างมาดมั่นเข้าไปในสตูดิโอ ทีมงานฝ่ายต่างๆ ดูวุ่นวายมากเมื่อเทียบกับการเดินเอื่อยๆ ของเขา แจจุงก้าวเข้าไปในฉาก เหลือบตามองช่างภาพที่ได้ยินมาว่าจ้างมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะซึ่งนับเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าตัวประหลาดใจอยู่ซักหน่อยเนื่องจากชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังยืนหลบมุมอยู่ข้างกล้องตัวใหญ่นั้นไม่มีสิ่งใดเลยระบุว่าเป็นใคร
“ โทษนะ ช่างภาพนี่เค้าชื่ออะไรเหรอ” แจจุงส่งสัญญาณให้กับหนึ่งในทีมงานใกล้ๆ แล้วกระซิบถาม หญิงสาวทำหน้าฉงนขึ้นมาแวบเดียวก่อนจะตอบ
“ คุณ J. ชองค่ะ” เธอว่าเท่านั้นแล้วเดินหลบออกไป คนได้คำตอบขมวดคิ้ว พยายามนึก... แต่ก็นึกไม่ออก ครั้นพอตั้งท่าจะเรียกมาถามอีกเสียงสัญญาณจากผู้กำกับก็ดังขึ้นขัดทำให้เขาจำต้องเดินเข้าฉากไปทั้งที่ยังไม่คลายความสงสัย
แต่ของอย่างนี้ลองได้ทำงานเดี๋ยวก็รู้จักเอง
แจจุงสะบัดศีรษะไล่ความคิดออกไป เปลือกตาหลับปิดลงเพื่อทำสมาธิ นึกถึงคำอธิบายถึงรูปแบบของงานก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วลืมตาขึ้น ..และในตอนนั้นสายตาของเขาก็สบเข้ากับผู้ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็กำลังจ้องตอบกลับมาเช่นกัน
“ แสงพร้อมค่ะ” เสียงทีมงานคนหนึ่งตะโกนขึ้นทำให้ทั้งคู่ต่างละสายตาจากกัน แจจุงก้าวขึ้นนั่งบนแท่นสีขาวทรงสี่เหลี่ยม จัดมุมให้ตัวเองอย่างชำนิชาญขณะเดียวกันนั้นเสียงรอบข้างก็ค่อยเบาลงเนื่องจากเป้าสายตาของพวกเขาทั้งหมดกำลังจับจ้องไปยังนายแบบที่โพสต์ท่าได้มีเสน่ห์สมกับคำว่า
แต่... ไร้ซึ่งเสียงกดชัตเตอร์
โพสต์ท่าค้างไว้นานเกินก็ทำให้คิ้วขมวดมุ่นอย่างสงสัย แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากถามอะไร ช่างภาพผู้เป็นปริศนาก็เดินเข้ามาในฉาก สองมือยกขึ้นกอดอกพลางใช้สองตาเรียวเล็กมองนายแบบเสียตั้งแต่หัวจรดเท้าจากนั้นก็ไล่ย้อนกลับขึ้นมา
“ คุณแจจุงใช่มั้ย” เจ้าของท่าทางเหมือนดูถูกถามขึ้น เมื่อเจ้าของชื่อเอ่ยตอบว่าใช่เขาก็ว่าต่อ “ ได้ยินว่าคุณเข้าวงการนี้มาได้ซักสี่-ห้าปีแต่ก็มีผลงานออกมามากอยู่”
“ ครับ” ตอบด้วยเสียงที่เจือความสงสัยอีกรอบ คราวนี้ทั้งสตูดิโอกลับเงียบลงทันตาเมื่อทีมงานส่วนใหญ่เอาแต่จ้องคนสองคนที่ยืนจ้องหน้ากันอยู่กลางห้อง
“ ถ้าอย่างนั้นคุณควรเข้าใจคอนเซ็ปท์มากกว่านี้” ช่างภาพที่ทำเหมือนจะมีปัญหาพูดด้วยเสียงเจือความหงุดหงิด “ รูปร่างหน้าตาของคุณผ่านนะ แต่สายตาของคุณ.. ผมว่าไม่ผ่าน”
...อะไรของมึงเนี่ย ..
แจจุงถามตัวเองในใจ ด้วยที่ตัวเองก็เริ่มจะมีอารมณ์โมโหขึ้นมานิดๆ ทำให้เลือกจะปิดปากไว้ก่อน เขาถอนหายใจก่อนจะเอ่ยถามทว่ายังไม่ทันได้มีเสียงลอดออกไปก็โดนแทรกจากอีกฝ่าย
“ สายตาของคุณ.. ช่วยสะกดผมที่มองผ่านเลนส์นี้สนใจแต่คุณน่ะ ทำได้มั้ย ”
“.. ถ้าไม่ได้ ผมก็ say goodbye แล้วกัน”
ว่าไงนะ ? ไอ้เจชอง.. ..นี่ชื่ออะไรวะเนี่ย
อย่างงี้มันหยามชัดๆ นะเว้ยไอ้คนเถื่อน
คอยดูเถอะ คิมแจจุงคนนี้จะแสดงความเมพให้ดูเอง จะได้รู้ไปเลยว่าอย่ามาท้า!
“ สำหรับผมน่ะทำได้ ” แจจุงว่าพลางขยับตัวลุกขึ้นประจันหน้าพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก “ เว้นแต่เสียว่าคุณน่ะ ...จะมี ‘ความสามารถ’ พอรึเปล่า”
โอเค.. นี่คือสาส์นท้า
พอพูดจบ บรรยากาศในห้องก็เงียบลงจนรู้สึกเหมือนกับมีเพียงคนสองคนอยู่ในห้อง แม้สายตาจะจ้องประสานกันแบบที่ว่าเป็นปลากัดคงได้ท้องไปแล้ว ทว่าบรรยากาศเหมือนมีสายฟ้าแล่นระหว่างช่องว่างนั้นทำให้ดูเหมือนสองคนจะประกาศสงครามกันเสียมากกว่า
รอยยิ้มจุดขึ้นริมฝีปาก ร่างสูงกว่าสูดหายใจเข้าลึกเพราะรับรู้ได้ถึงสัญญาณไม่เป็นมิตรจากนายแบบที่ยืนทำสีหน้าแบบเดียวกัน
“ แบบนี้ลองดูก็รู้” ... แปลว่า กูอ่ะมีความสามารถแน่ แต่มึงอ่ะจะมีพอมั้ยใช่รึเปล่า
แจจุงขบฟันเพื่อระงับความโกรธหลังจากแปลความหมายจากข้อความนั้น แม้อีกฝ่ายจะพูดออกมาไม่กี่คำแต่ดูจากท่าทางและน้ำเสียง หมอนี่กำลังประกาศเป็นศัตรูกับเขาชัดๆ
...ถ่ายแบบง่ายๆ ไม่ชอบ ชอบมีเรื่องใช่มั้ย
เดี๋ยวเจอกู ..ไอ้เจเพรส
ฮึ่ม~

ขณะเดียวกันที่แจจุงกำลังประกาศสงคราม ภายในห้องที่จุนซูมาขอค้างด้วยก็กำลังเกิดสงครามเช่นกัน
แม้ว่าก่อนหน้าจะเกิดบรรยากาศหวานชวนให้หัวใจอุ่นซ่าน แต่ตอนนี้จุนซูแทบจะลืมมันไปแล้วเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดจนอยากจะด่าคน
เรื่องง่ายๆ เลย แค่ที่นอนเนี่ยแหละ
“ ฉันคิดว่ากำลังพูดภาษาเดียวกับนายนะ ทำไมถึงฟังไม่รู้เรื่องอีก” เพราะด้วยอารมณ์หงุดหงิดเสียงกับรูปประโยคถึงได้ห้วนๆ แบบแสดงสัญญาณเต็มที่ ซึ่งคนฟังที่เป็นเจ้าของห้องก็ดูท่ากำลังจะอยู่ในสภาวะไม่ต่างกัน
“ ผมว่าผมพูดรู้เรื่องแล้วนะ” ยูชอนพูดพลางขมวดคิ้ว
“ รู้เรื่องอะไร ฉันเป็นแขกนอนตรงโซฟานี่ก็ถูกแล้ว” จุนซูพูดสวนแล้วชี้ไปบนโซฟาตัวใหญ่ที่เมื่อครู่ทั้งสองเพิ่งจะนั่งคุยกัน “ ส่วนเจ้าของบ้านก็นอนเตียงสิจะมาบอกให้ฉันไปนอนได้ไง ไหนบอกมีมารยาทเรื่องแค่นี้ยังไม่เข้าใจอีก”
“ ก็เจ้าบ้านบอกให้ไปนอนเตียงไง มาถิ่นผมอ่ะก็ฟังผมสิ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามไม่เคยได้ยินรึไงพี่” คนที่เหมือนจะไม่ค่อยหงุดหงิดชักจะเริ่มหงุดหงิดก็คราวนี้
“ เคย.. แต่ฉันไม่โอเคมีอะไรมั้ย ” พูดจบก็ทิ้งตัวบนโซฟา เอนตัวลงจากนั้นก็หลับตาเป็นเชิงไม่อยากจะเสวนาต่อนัก “ จะนอนตรงนี้ นายไปนอนเตียงไป ด้วยวัยวุฒิทำตามคำสั่งฉัน”
“ ผมบอกให้พี่ไปนอนเตียง” ชายหนุ่มผู้ซึ่งคงหงุดหงิดจริงๆ พูดขึ้น ตำแหน่งของเสียงเปลี่ยนที่มายืนใกล้กับคนที่นอนเหยียดบนโซฟา จากนั้นต่างฝ่ายก็ต่างเงียบจนคนนอนนิ่งนึกว่ายูชอนยอมแพ้แล้วเดินเข้าห้องไปแล้ว
“.....”
“ อย่าคิดว่าพี่แก่แล้วผมจะไม่กล้าทำอะไรนะ”
“ นายตกคำว่า ‘กว่า’ ไปนะ ...เฮ้ย~!” สุดท้ายจุนซูผู้ซึ่งคิดว่าศึกครานี้ตนจะชนะกลับถูกตลบหลัง ตัวของเขาถูกอ้อมแขนแข็งแรงเกินคาดช้อนไว้แล้วอุ้มขึ้น จากนั้นปาร์คยูชอนบุคคลที่เขาคงต้องลงบันทึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในกบฏก็วิ่งพาทั้งตัวเองและเขาเข้าห้องไปหยุดอยู่หน้าเตียงหลังใหญ่
และในตอนที่ยูชอนกำลังจะทิ้งร่างลงบนเตียง จุนซูก็เอื้อมมือขึ้นล็อคคออีกฝ่ายไว้แน่นทำให้เสียหลักล้มลงพร้อมกัน คำอุทานดังขึ้นดังขึ้นจากทั้งสองตามด้วยเสียงตกบนที่นอน
“ จะให้นอนเตียงให้ได้ใช่มั้ย” จุนซูถามหลังจากหยุดพักหายใจ เหลือบตามองคนด้านข้างที่ตอนนี้กำลังนั่งบิดข้อมือตัวเองเบาๆ ...ดูท่าคงจะเพิ่งนึกได้ล่ะมั้งว่าตัวเองข้อมือซ้น
เขาถอนหายใจก่อนจะใช้ศอกชันตัวขึ้น เขยิบตัวเองไปนั่งแถวปลายเตียง
“ ทำไมนายพูดยากจัง กะโหลกหนาชะมัด” พอพูดจบคนที่นั่งนวดข้อมือก็เบะปากอย่างไม่พอใจ ปาร์คยูชอนกระเถิบตัวมานั่งด้านข้างแล้วเอ่ยสวน
“ ทำไมพี่พูดยากจัง ดื้อชะมัด”
..ดูมัน
จุนซูนึกในใจ พยายามข่มตัวเองไม่ให้ถลึงตามองอีกฝ่าย ตอนนี้อารมณ์หงุดหงิดของเขาพอลดลงบ้างแล้วซึ่งคงไม่ต่างกันนักกับเจ้าของห้อง และพอเงียบกันไปทั้งสองฝ่าย ตัวเขาเองก็ลองคิดสาเหตุที่เกิดขึ้น
บางทียูชอนอาจจะเกรงใจ ลองนึกดูหากว่ามีรุ่นพี่หรือคนรู้จักอายุมากกว่ามานอนพักที่บ้าน ใครจะกล้าให้แขกรุ่นพี่นอนหลังขดบนโซฟากันล่ะ ขนาดเพื่อนมานอนเรายังอยากจะยกเตียงนอนให้เลย แล้วสำหรับทั้งสองคนที่อยู่ในช่วง ‘ทดลองงาน’ อย่างนี้ด้วยแล้ว..
“ ช่างเถอะ” จุนซูพูดเหมือนตัดบท “ นอนเตียงก็ได้ โอเคมั้ย”
เขาถามคนนั่งด้านข้างและได้รับคำตอบเป็นสัญลักษณ์โอเคจากมือกลับมา ปาร์คยูชอนยิ้มกว้างจนนึกหมั่นไส้ จุนซูจึงได้ยกเท้ายันสะโพกอีกฝ่ายเต็มแรงจนคนยิ้มอยู่ดีๆ กลิ้งตกเตียงแบบไม่ทันรู้ตัว จากนั้นก็สวมรอยดีดตัวขึ้นเตียงแล้วห่มผ้า
“ ถีบผมทำไมเนี่ย!?” คนโดนประทุษร้ายไม่รู้ตัวลุกขึ้นยืนลูบสะโพกตัวเองสลับกับเกาศีรษะอย่างงุนงง สองตามองสบคนบนเตียงอย่างใคร่จะต้องการคำตอบซึ่งแน่นอน จุนซูมีคำตอบให้อยู่แล้ว
“ พอใจ” ตอบไปเสียให้หายข้องใจ และแน่นอนคนฟังคำตอบทำสีหน้าประหลาดส่งให้แล้วพึมพำเสียงเบา
“...เกรียนชิบหาย..”
..ไม่อยากบอกเลยแฮะ..
“ ฉันได้ยินนะ!”
และหลังจากนั้น สงครามก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทว่ากลับจบลงภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีเมื่อต่างคนต่างหอบแฮ่กจากการที่ฝ่ายหนึ่งตั้งใจจะเอาผ้าห่มคลุมแล้วเตะเสียให้หายแค้นกับอีกคนก็เอาแต่ปัดป้องกันพัลวัน
จุนซูทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มอีกครั้ง ผิดแต่คราวนี้กลับมีร่างสูงของอีกคนทิ้งตัวนอนลงด้านข้าง
“ ออกไปห่างๆ เลย” พูดติดจะห้วนพลางใช้เท้าดันให้คนนอนด้านข้างกลิ้งไปทางเตียงอีกด้าน ยูชอนร้องโวยเสียงดังก่อนจะลุกขึ้นหยิบผ้าห่ม จากนั้นก็จัดการคลุมทับคนเส้นกระตุกไว้แล้วทิ้งตัวทับจนดิ้นไม่หลุด
คนถูกแกล้งดิ้นขลุกขลักอย่างขัดใจจนสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นนอนนิ่งแบบจนปัญญา ตัวเขาเองไม่ชอบเปลืองแรงอยู่แล้วแถมดูท่าคงดิ้นไม่หลุด เพราะฉะนั้นนอนเฉยๆ ดีกว่า
“ จะนอนแล้วเหรอครับ” ปาร์คยูชอนเอ่ยถามแล้วค่อยๆ เลื้อยตัวเองลงจากตัวเขาแล้วเปลี่ยนเป็นใช้แขนโอบไว้แทน “ ผมนอนด้วยนะ”
“ นี่แผนนายใช่มั้ยเนี่ย” ถามขึ้นหลังจากพอเดาๆ ได้
...ดูท่าไม่ใช่แค่กะโหลกหนาซะแล้ว แต่หมอนี่ยังชอบเนียนแบบหน้าด้านๆ อีกต่างหาก!
“ แผนอาราย— ไม่มี๊!”
“ =*= ”
“ แหะๆ ก็อยากให้พี่มานอนเตียงเฉยๆ” เสียงนั่นว่าอย่างยอมรับ ยูชอนส่งยิ้มเผล่ให้แต่มือกลับรัดตัวเขาแน่นเข้าไปอีก “ อีกอย่าง....จู่ๆ ก็อยากกอด ขอกอดนะครับ”
..ก็นี่ก็กอดอยู่ไม่ใช่รึไง?
คนถูกกอดไม่ทันตั้งตัวนึกในใจ อารมณ์หงุดหงิดของเขาลดลงไปมากอยู่เมื่อนึกได้ว่าจู่ๆ ตัวเองก็เสียรู้คนอายุน้อยกว่า แถมเป็นไงมาไงไม่รู้.. ดูเหมือนตัวเขาเองก็ออกจะแปลกใจตัวเองนิดๆ เหมือนกัน
ปฎิเสธไม่ได้ .. คิมจุนซูกลับชอบกอดของคนๆ นี้เสียแล้วสิ
“ ง่วงแล้ว ไปปิดไฟด้วย” เสียงงุบงิบเบาๆ ลอดออกมา แม้ไม่ใช่คำตอบตรงๆ แบบที่คนถามต้องการหากถ้าไม่มีปัญหาทางสมองก็คงแปลได้ล่ะมั้ง
หูเขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ พอหันไปก็เจอกับสายตาขบขันจากเจ้าของอ้อมกอดพร้อมกับคำพูดที่เหมือนจะเอ่ยแซว
“ หูพี่แดงแจ๋เลย”
“ หนวกหูจริง คนจะนอน!”
“ งั้นขอกอดจนถึงเช้าเลยนะ”
“ เออ!”
ตอบกระโชกโฮกฮากไปงั้นแหละ
ความจริงก็เขินอยู่มิใช่น้อยเลยนะ คิมจุนซู..
